ตัวต้านทาน Resistor รีซิสเตอร์ (2)
สำหรับหน่วยที่ใช้จริงของตัวต้านทานที่จะพบเจอบ่อยๆในวงจรนั้นมีดังนี้คือ
Ω โอห์ม
KΩ กิโลโอห์ม หรือ เคโอห์ม = พัน โอห์ม
MΩ เมกกะโอหม์ = ล้าน โอห์ม
ตัวอย่างเช่น 1 KΩ = 1พันโอห์ม 5 KΩ = ห้าพันโอห์ม 22KΩ = ยี่สิบสองพัน โอห์ม หรือ สองหมื่นสองพัน โอหม์นั่นเอง
100KΩ = หนึ่งแสนโอหม์
5 MΩ = 5 ล้านโอหม์
เวลาไปซื้อ ตามร้านค้า มักจะพูดกันสั้นๆ เช่น อาร์ 10 เค ก็คือ ตัวต้านทาน ค่า 10KΩ นั่นเอง
อีกหน่วยเรียกหรือค่าที่ควรรู้ของตัวต้านทาน คือ ค่า วัตต์ นั่นคือ ค่าพลังงาน หรือ ความร้อนที่มันจะทนได้
เมื่ออยู่ในวงจรเมื่อมีกระแสไหลผ่านตัวต้านทาน จะมีค่าความร้อน เกิดขึ้นในตัวมันเสมอ การเลือกซื้อ
ต้องใช้ตามที่ระบุในวงจร ไม่ควรต่ำกว่าที่ระบุ เช่น ระบุไว้ว่า 0.5 วัตต์ (W) ก็ไม่ควรซื้อค่าที่ต่ำกว่า แต่ใข้สูงกว่าได้ ถ้าหาแล้วไม่มี
ค่าสุดท้ายคือ ค่าเปอร์เซนต์ จะหมายถึงค่าความคลาดเคลื่อนจากค่าที่ระบุ ที่ยอมได้ของ
ตัวต้านทาน ค่าที่ใช้ในวงจรทั่วไป คือ 5% , ค่า 1-2% มีให้เลือกซื้อแต่จะแพงกว่า
มักถูกใช้ในวงจรที่ต้องการความเที่ยงตรงสูงเป็นพิเศษ
สรุป ค่าที่ต้องทราบในการซื้อ ตัวต้านทาน คือ โอหม์ วัตต์(ออกเสียงว่า หวัด)และเปอร์เซนต์
เช่น R 33 K 1 W 5% = ตัวต้านทาน 33,000 โอหม์ 1 วัตต์ 5 เปอร์เซนต์
สำหรับที่ตัวต้านทานที่ซื้อมาแล้ว จะไม่ระบุค่าเป็นตัวเลข แต่จะเป็นขีดรหัสสีดังภาพที่แสดงไว้ในบทความที่แล้ว
สำหรับการถอดรหัสออกมาเป็นค่าตัวเลขนั่น ยุ่งยากพอควร แต่ถ้าท่านมี มือถือ แอนดรอยู่ก็สามารถไปโหลด
โปรแกรม ถอดรหัสมาได้ โดย ค้นหาใน Google Play ด้วยคำว่า Resistor color code
* ค่าตัวต้านทานที่มีขายไม่ได้มีทุกค่าตัวเลข เช่น 4,120, 350,700 อาจจะไม่มีขาย เราต้องพิจารณาซื้อค่าใกล้เคียงแทน
ในวงจรบางชนิด ผู้ออกแบบ อาจระบุชนิด ของวัสดุที่ใช้สร้างตัวต้านทานไว้ด้วยเช่น แบบเซรามิก กระเบื้อง ลวดพันหรืออื่นๆทั้งนี้ ควรใช้ตามที่บอกไว้ แต่ถ้าไม่ระบุไว้เป็นพิเศษ ก็ใช้แบบธรรมดาได้
วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2557
2 ตัวต้านทาน Resistor รีซิสเตอร์
ตัวต้านทาน
มีสัญลักษณ์ในไดอะแกรมของวงจรดังภาพด้านล่าง
ตัวต้านทานในงานจริงมีหลายชนิดให้เลือก ด้านล่างคือแบบที่พบบ่อย
คือการต่อ ขา ด้านหนึ่ง ไปเชื่อมกับ ขาด้านหนึ่งของอีกตัวหนึ่ง
ผลลัพธ์ที่ได้คือ ค่าความต้าน จะเท่ากับ ความต้านทานแต่ละตัวมารวม กัน R รวม = R1+ R2
ในกรณี ที่มี R3 มาต่อเพิ่ม R รวม = R1+ R2 + R3 เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
*การต่อแบบอนุกรม ค่ากระแสที่ไหลผ่าน ตัวต้านทานจะเท่ากันทุกตัว แต่ ค่าโวลต์จะแบ่งกันตามอัตราส่วนของค่าความต้านทานแต่ละตัวแต่ละตัว
2 การต่อตัวต้านทาน แบบขนาน คือการเชื่อม ต่อขาทั้งสอง จากทั้งสองตัวเข้ากัน
ผลลัพธ์ที่ได้คือ ค่าความต้าน จะมีค่าลดลง แต่การคำนวณนั้นจะยุ่งยากนิดหน่อยไม่ขอกล่าวรายละเอียด แต่ที่ควรรู้คือ การต่อแบบขนาน ค่าโวลต์ที่ตัวต้านทานรับจะเท่ากันทุกตัว แต่กระแสที่ผ่านแต่ละตัวจะไม่เท่ากัน ขึ้นกับค่าต้านทานของแต่ละตัว
มีสัญลักษณ์ในไดอะแกรมของวงจรดังภาพด้านล่าง
ตัวต้านทานในงานจริงมีหลายชนิดให้เลือก ด้านล่างคือแบบที่พบบ่อย
ลักษณะการต่อใช้งานที่พบบ่อยมี สองแบบ
1การต่อตัวต้านทาน แบบอนุกรม คือการต่อ ขา ด้านหนึ่ง ไปเชื่อมกับ ขาด้านหนึ่งของอีกตัวหนึ่ง
ผลลัพธ์ที่ได้คือ ค่าความต้าน จะเท่ากับ ความต้านทานแต่ละตัวมารวม กัน R รวม = R1+ R2
ในกรณี ที่มี R3 มาต่อเพิ่ม R รวม = R1+ R2 + R3 เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
*การต่อแบบอนุกรม ค่ากระแสที่ไหลผ่าน ตัวต้านทานจะเท่ากันทุกตัว แต่ ค่าโวลต์จะแบ่งกันตามอัตราส่วนของค่าความต้านทานแต่ละตัวแต่ละตัว
2 การต่อตัวต้านทาน แบบขนาน คือการเชื่อม ต่อขาทั้งสอง จากทั้งสองตัวเข้ากัน
ผลลัพธ์ที่ได้คือ ค่าความต้าน จะมีค่าลดลง แต่การคำนวณนั้นจะยุ่งยากนิดหน่อยไม่ขอกล่าวรายละเอียด แต่ที่ควรรู้คือ การต่อแบบขนาน ค่าโวลต์ที่ตัวต้านทานรับจะเท่ากันทุกตัว แต่กระแสที่ผ่านแต่ละตัวจะไม่เท่ากัน ขึ้นกับค่าต้านทานของแต่ละตัว
1 เกริ่นนำ
เกริ่นนำ
บล็อกนี้จะเขียนเกี่ยวกับความรู้ อิเลคทรอนิคส์ เบื้องต้น สำหรับผู้สนใจทั่วไปที่อยากทดลองลองเล่น
โดยจะใช้ ภาษาง่ายๆ ไม่เป็นวิชาการให้มากที่สุด เพื่อความเข้าใจกับผู้อ่านทุกท่าน
มาเริ่มกันเลย สิ่งแรกที่ต้องรู้คือ
กฏของโอห์มที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ของสามอย่างคือ
ความต่างศักย์ V หน่วยเป็น โวลต์ V
กระแส I หน่วยเป็นแอมป์ A
ความต้านทาน R หน่วยเป็นโอหม์ Ω
V = I x R ความต่างศักย์(โวลต์) เท่ากับ กระแส(แอมป์)คูณ ความต้านทาน(โอหม์)
เช่น ใช้ตัวต้านทาน 10 Ω ต่อกับแหล่งจ่ายไฟ 10 V จะมีกระแสไหล 1 A ในวงจร
ลองประยุกต์ใช้ ถ้าเรา มี หลอดไฟหลอดหนึ่งระบุใช้ไฟ 6V 0.25 A ห้ามเกินจากนี้
แต่เรามีแบตเตอรี 9 V ต้องการต่อหลอดไฟไม่ให้เสียหาย ต้องทำอย่างไร
คำตอบ คือ ต้องหา ความต้านทานมาใช้ต่อแบบอนุกรมเข้าไป
เรามีไฟ 9V แต่หลอดใช้ 6V ดังนั้น ต้องลดไฟ ลง = 9 -6 = 3V
หลอดใช้ไฟ 0.25 A ดังนั้น จากกฎของโอห์ม
3V = 0.25 x R
ดังนั้น R ที่ต้องใช้ = 12 Ω
==========================
ลองคิด ; ถ้าต้องการใช้ แบตเตอรี่ 12 V กับหลอดไฟดวงเดิมต้องใช้ความต้านทานเท่าใด
คราวหน้าจะพูดถึง รายละเอียด ของ ตัวต้านทาน และการต่อแบบอนุกรมและขนาน
บล็อกนี้จะเขียนเกี่ยวกับความรู้ อิเลคทรอนิคส์ เบื้องต้น สำหรับผู้สนใจทั่วไปที่อยากทดลองลองเล่น
โดยจะใช้ ภาษาง่ายๆ ไม่เป็นวิชาการให้มากที่สุด เพื่อความเข้าใจกับผู้อ่านทุกท่าน
มาเริ่มกันเลย สิ่งแรกที่ต้องรู้คือ
กฏของโอห์มที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ของสามอย่างคือ
ความต่างศักย์ V หน่วยเป็น โวลต์ V
กระแส I หน่วยเป็นแอมป์ A
ความต้านทาน R หน่วยเป็นโอหม์ Ω
V = I x R ความต่างศักย์(โวลต์) เท่ากับ กระแส(แอมป์)คูณ ความต้านทาน(โอหม์)
เช่น ใช้ตัวต้านทาน 10 Ω ต่อกับแหล่งจ่ายไฟ 10 V จะมีกระแสไหล 1 A ในวงจร
ลองประยุกต์ใช้ ถ้าเรา มี หลอดไฟหลอดหนึ่งระบุใช้ไฟ 6V 0.25 A ห้ามเกินจากนี้
แต่เรามีแบตเตอรี 9 V ต้องการต่อหลอดไฟไม่ให้เสียหาย ต้องทำอย่างไร
คำตอบ คือ ต้องหา ความต้านทานมาใช้ต่อแบบอนุกรมเข้าไป
เรามีไฟ 9V แต่หลอดใช้ 6V ดังนั้น ต้องลดไฟ ลง = 9 -6 = 3V
หลอดใช้ไฟ 0.25 A ดังนั้น จากกฎของโอห์ม
3V = 0.25 x R
ดังนั้น R ที่ต้องใช้ = 12 Ω
==========================
ลองคิด ; ถ้าต้องการใช้ แบตเตอรี่ 12 V กับหลอดไฟดวงเดิมต้องใช้ความต้านทานเท่าใด
คราวหน้าจะพูดถึง รายละเอียด ของ ตัวต้านทาน และการต่อแบบอนุกรมและขนาน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


